"ประกาศ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน"
นายกรัฐมนตรีนาย สมัคร สุนทรเวช ได้มอบอำนาจให้กับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และท่านพล.อ.อนุพงษ์ ย้ำว่า จะใช้หลักการเจรจาเป็นหลักเพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันกันเท่านั้น ส่วนกลไกการแก้ไขปัญหาให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภาและศาลเป็นกลไกหลัก
ประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสลายการชุมนุมของม็อบพันธมิตรโดยห้ามมีการชุมนุม แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองให้สูงขึ้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆดังนี้
1.องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
ออกแถลงการณ์การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดย5 องค์กรวิชาชีพสื่อแถลงค้าน “นายสมัคร” ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปราบพันธมิตรฯ เพราะตัว กม.ขัด รธน.ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนและเสรีภาพการนำเสนอข่าวสาร
2.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอคัดค้านการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร
โดยระบุว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ ด้วยความห่วงใยและวิตกกังวลในแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาล
“รัฐบาลต้องยุติการใช้ความรุนแรง และต้องตรวจสอบ ทบทวน ความชอบธรรม ความรับผิดชอบของรัฐบาล” ซึ่งคณะกรรมการสิทธิฯ ได้แสดงจุดยืนที่เด่นชัดว่า ไม่เห็นด้วยและคัดค้านการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกร้องให้รัฐบาลต้องยุติความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา มีแต่ทำให้การชุมนุมและการต่อสู้ของประชาชนขยายตัวยิ่งขึ้น
3.สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.)ยืนยัน ในวันพรุ่งนี้(3ก.ย.) สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง จะเริ่มระงับให้บริการสาธารณูปโภคแก่หน่วยงานรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน และนัดหยุดงานพร้อมกันแม้ขณะนี้นายกรัฐมนตรีประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร
สรส. ซึ่งมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง เป็นสมาชิกมีมติระงับให้บริการสาธารณูปโภคแก่หน่วยงานรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่3 ก.ย. และหากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งในวันนี้พนักงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศ ราว 2 แสนคน จะนัดหยุดงานพร้อมกัน
ตัวแทนรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ได้ประกาศถึงมาตรการที่จะดำเนินการกดดันรัฐบาล เช่น การตัดน้ำตัดไฟโดยจะเริ่มจากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ,งดอำนวยความสะดวกในการบิน,พนักงานและลูกจ้างของธนาคารออมสินจะนัดหยุดงาน,องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ(ขสมก.)ให้บริการรถเมล์แก่ประชาชนโดยไม่เก็บค่าโดยสาร
4. สภาทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กรุงเทพฯ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องนำ พ.ร.ก.ดังกล่าวมาประกาศใช้ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน
5.เอ็นจีโอกว่า 300 องค์กร รวมตัวประกาศสู้ร่วมกับประชาชน ร่วมอารยะขัดขืนต้าน พ.ร.ก.ภาวะฉุกเฉินโดยถือผ้าสีดำขนาดกว้าง 1 เมตร และยาว 140 เมตร พร้อมใจกันชูขึ้นเหนือศีรษะ เดินขบวนจากอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อนำผ้าดังกล่าวไปห้อมล้อมรอบๆ บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
Prime Minister Samak Sundaravek vowed to full investigation into the fatal clashes near the Government House and take legal action against those behind the incidents.
Samak said he had no choice but to declare state of emergency in Bangkok to control the situation which put the country under tension. "I decide to put Bangkok under state of emergency for what happened this morning. This is the most lenient measure we can do at the moment because people in other provinces did not get involved in the incident," Samak said at a press conference held at the Thai Supreme Command headquarter.
การที่นายกสมัคร ประกาศ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากตอนตีหนึ่งของวันนี้ ได้มีการปะทะกันระหว่าง
พันธมิตรกับกลุ่ม นปช. นายกสมัครจึงมอบอำนาจกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิด และสลายการชุมนุมของม็อบพันธมิตรโดยห้ามมีการชุมนุม แต่กลับส่งผลให้องค์กรต่างๆออกมาต่อต้านกับพระราชกำหนดฉุกเฉินครั้งนี้
อาจจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวในประเทศ ถ้ายังเป็นอย่างงี้ระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบกับธุรกิจได้และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศเนื่องมาจากการลดลงของการลงทุนในระยะยาว